Monk and Motorcycle Taxi Rider
2013 / Single-channel HD digital video / sound / color / 15 min

Synopsis
The good story a penniless man, "Petch" a handsome and good-humored guy working as a motorcycle taxi driver. He never feels a shame because he is proud of supporting his education and being a backbone of a family. Petch dreams of being a folk singer, he does everything to achieve it and hopes for his family's better life. Petch has his good friend named "Din" who is his fellow driver. Even Din is a rogue but with his good heart he could get along with the others very well. They both are fond of each other for when one is in trouble, the other will always be there to help. They have been struggling together. Din also has a dream of being a folk singer like his best friend. By the way, their dream is not easy to achieve. Their way is not in rosy hues as in a fairy tale because there are unexpected events, troubles, sufferings, and obstacles that attack them; let alone people who fume with envy and jealousy and are ready to deprive their dream. To reach their goal, they must endure and hearteningly fight all obstacles and catch their beautiful dream.

เรื่องราวตัวอย่างของคนจนสู้ชีวิต "เพชร" หนุ่มหล่ออารมณ์ดีอาชีพมอเตอร์ไซค์รับจ้าง แต่ไม่เคยอับอายเพราะเขามีความภูมิใจในตัวเองที่สามารถส่งเสียเลี้ยงดูครอบครัว และตนเองจนเรียนหนังสือได้จบ เพชรมีความฝันที่จะเป็นนักร้องลูกทุ่งโดยมุ่งมานะบากบั่นทาทุกวิถีทางเพื่อที่จะสานฝันของตนและหวังว่าวันหนึ่งชีวิตของตนและครอบครัวจะดีขึ้น เพชรมีเพื่อนรักชื่อ "ดิน" หนุ่มวินมอเตอร์ไซค์หัวใจนักเลง แต่มีจิตใจที่ดีจึงเข้ากับคนอื่นได้ง่าย ทั้งคู่รักกันและกันมากเพราะเมื่อยามลาบากเพชรและดินจะคอยช่วยเหลือกันและกันอยู่เสมอมา ซึ่งถือว่าเขาทั้งสองเป็นเพื่อนแท้กอดคอสู้ชีวิตมาตั้งแต่ไหนแต่ไร นอกจากนั้นดินก็มีความใฝ่ฝันที่จะได้เป็นนักร้องลูกทุ่งเช่นเดียวกับเพื่อนรักของเขา ยังไงก็ตามความฝันที่จะก้าวขึ้นมาเป็นนักร้องลูกทุ่งชื่อดังนั้น ไม่ใช่ว่าจะได้มาอย่างง่ายดาย เส้นทางสู้ความฝันของของพวกเขาไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเหมือนดังเทพนิยาย เพราะเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน ปัญหา ความทุกข์ทรมาน และอุปสรรคขวากหนามอีกมากมายต่างก็รายล้อมพวกเขาเอาไว้ รวมทั้งผู้คนอีกมากมายที่อิจฉาริษยาหวังร้ายกับพวกเขา โดยที่พยายามหาทางพรากพวกเขาไปจากความฝัน ดังนั้นเพื่อที่จะได้มาซึ่งความฝันพวกเขาต้องอดทนลาบากและพยายามหาวิธีตํอสู้กับอุปสรรคที่เข้ามาในชีวิตอยำงไม่ท้อถอย เพื่อที่จะก้าวไปข้างหน้าพร้อมๆ กันสู่ความฝันอันสวยงาม

Artist's Statement
During 2006, just before the local release of internationally celebrated ApichatpongWeerasethakul's film Syndrome and a Century was withheld from public screening in Thailand because of four scenes that were judged by Thailand's Censorship Committee as unfit for the Thai public. Interestingly,Apichatpong's parents were both doctors, and this film was the director's memories about growing up in provincial hospital environment.The director was told to remove the four scenes in order to permit screening. He decided not to edit out these scenes, consequently deeming it unfit for public viewing.

The so called inappropriate scenes were 1) Buddhist monk playing guitar. 2) Doctors drinking alcohol whilst on hospital duty. 3) A male doctor became visibly aroused (screen shot of his zipped trouser) whilst kissing his girlfriend who visited the hospital as she was leaving town. 4) Buddhist monk playing with remote controlled aircraft.

The rationale behind the censorship relates to the potential destabilization of religious and medical institutions that are supremely respected as one of the pillars of ethical and moral values in Thai society.

Chulayarnnon continued to investigate his personal evaluation since the decision of the Thai Censorship Committee in 2006. Monk and Motorcycle Taxi Ridercontinue to confront a sense of values within the context of socio-political engineering by the Thai state.A notion that these medical and religious professionals are actually vulnerable human beings underneath the uniforms is the central theme.

Chulayarnnon directed a series of public interventions with uniforms of Buddhist monks and motorcycle taxi drivers. A monk wares a full-face motorcycle helmet and practices his walking meditation in an inner-city walkway sets a bizarre predicament for the Thai public.The monk follows a guitar sound that leads him to a motorcycle taxi rank then he wanders into a forest with a motorcycle taxi driver. Away from members of the public, the two men displayed their intimate affection whilst in uniforms.

As an outsider, being able to capture these memories and convey it as a film, is like capturing a brief history of memory and not just letting it slip as time is passing by. And also to mourn over those who passed away.

Within the filming process, there was an activity within Nang-Lerng community, which was to wash lice off of children's hair for their better personal health. Some of the pictures that were captured during the activity, such as the photographs of the dead lice, and the photographs of children, were used as parts of the documentary

ในปีพุทธศักราช 2550 ภาพยนตร์เรื่อง ""แสงศตวรรษ" ของอภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล มีกำหนดฉายในประเทศไทยแบบจำกัดโรง แต่ภาพยนตร์ไม่ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์ โดยมีเงื่อนไขให้ตัดฉากสำคัญออกไป 4 ฉาก ซึ่งทางคณะกรรมการชี้ว่ามีผลกระทบต่อภาพลักษณ์ขององค์กรศาสนาและองค์กรทางการแพทย์ ถ้าอภิชาติพงศ์ยินยอม คณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์จึงจะอนุญาตให้ฉายได้ ซึ่งอภิชาติพงศ์ ได้ตัดสินใจที่จะไม่ฉายภาพยนตร์เรื่องนี้ในประเทศไทย

ฉากที่ไม่ผ่านการพิจารณาจากกองเซ็นเซอร์คือ 1) ฉากพระกำลังเล่นกีตาร์ 2) ฉากหมอดื่มเหล้าในโรงพยาบาลขณะกำลังปฏิบัติหน้าที่ 3) ฉากหมอชายจูบแสดงความรักกับแฟนสาวที่แวะมาเยี่ยมที่โรงพยาบาล ก่อนจะต้องจากกันเมื่อฝ่ายหญิงต้องย้ายไปทำงานต่างจังหวัด และเกิดอารมณ์ทางเพศจนเห็นความผิดปกติของเป้ากางเกง (ในกางเกง) และ 4) ฉากพระเล่นเครื่องร่อน

ฉากที่ไม่ผ่านการพิจารณาดังกล่าว เกี่ยวเนื่องกับสถาบันทางสังคม คือสถาบันแพทย์ และสถาบันสงฆ์ อันเป็นสถาบันที่มีความแข็งแรงในสังคมไทย เป็นสถาบันที่เป็นตัวแทนของคุณธรรมและจริยธรรม เป็นสถาบันที่เป็นต้นแบบของความถูกต้องดีงาม และเป็นมาตรฐานให้คนในสังคมต้องปฏิบัติตาม

ฉากที่ปรากฏในภาพยนตร์เรื่องนี้ อภิชาติพงศ์กำลังท้าทายต่อขนบและระเบียบแบบแผนที่บุคคลภายในสถาบันแพทย์และสถาบันสงฆ์กำลังยึดถือเป็นสรณะ ในขณะเดียวกันก็กำลังท้าทายภาพในอุดมคติของแพทย์และพระสงฆ์ที่ถูกสร้างขึ้นในมโนทัศน์ของคนในสังคม ด้วยการสร้างฉากที่ทำให้แพทย์และพระสงฆ์กลายเป็นมนุษย์ปุถุชนที่มีความรัก ความกลัว ความอยาก เหมือนคนอื่นทั่วไป ซึ่งเป็นสิ่งที่บุคคลที่อยู่ในสถาบันเหล่านั้น ยอมรับไม่ได้กับภาพที่ปรากฏออกมาผ่านสื่อภาพยนตร์ ที่จะสร้างความขัดแย้งกับมโนทัศน์เดิมที่คนในสังคมได้ยืดถืออยู่ แม้ในความเป็นจริงฉากต่างๆเหล่านั้นอาจเกิดขึ้นในโลกของความเป็นจริงก็เป็นได้

หากยกเอาสถานะทางสังคมออกไปแล้ว แพทย์และพระสงฆ์ก็ถือเป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง แต่ด้วยเครื่องแบบที่นำมาสวมใส่นั้นได้สร้างหน้าที่ที่ต่างกันไปตามเครื่องแบบแต่ละประเภท หน้าที่ดังกล่าวได้รับการคาดหวังจากคนในสังคมให้ผู้สวมใส่เครื่องแบบทำหน้าที่ตามที่สังคมคาดหวัง เครื่องแบบจึงเป็นเหมือนเครื่องครอบงำและบีบบังคับมนุษย์ให้อยู่ใต้บงการของกลไกของสังคม ปัจเจกบุคคลจึงไม่สามารถที่จะมีอิสรภาพในการแสดงออกเมื่ออยู่ภายใต้เครื่องแบบได้

Monk and Motorcycle Taxi Rider ได้ท้าทายขนบ ระเบียบแบบแผน และมโนทัศน์ของคนในสังคมที่มีต่อสถาบันสงฆ์อีกครั้ง ด้วยการแทรกแซงการแสดงในพื้นที่สาธารณะ ผ่านท่วงท่าในการย่างก้าวคล้ายการเดินจงกรมทำสมาธิของพระสงฆ์ที่ใส่หมวกกันน็อคและเดินอย่างเชื่องช้า ขัดแย้งกับภาพของผู้คนเมืองกรุงที่สัญจรกันอย่างรีบเร่งในเวลากลางคืน ทำให้เห็นถึงปฏิกริยาของผู้คนที่มีความคาดหวังและสงสัยใคร่รู้ต่อพระสงฆ์รูปนี้ หมวกกันน็อคจึงไม่ได้เป็นเพียงอุปกรณ์ป้องกันอันตรายทางรถจักรยานยนต์อีกต่อไป แต่เป็นเครื่องป้องกันคำครหาและการตรวจสอบความถูกต้องจากบุคคลภายนอก

เมื่อพระเดินตามเสียงกีตาร์มาจนพบกับกลุ่มวินมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ทั้งคู่ได้เดินทางไปยังป่าละเมาะ อันเป็นพื้นที่ส่วนตัวที่จะสามารถปลดปล่อยความต้องการที่แท้จริงของตนเองออกมาได้โดยปราศจากคำครหาจากคนรอบข้างในสังคม มโนทัศน์ในเครื่องแบบของความเป็นเพศชายที่มาพร้อมกับเครื่องแบบของทั้งพระสงฆ์และมอเตอร์ไซค์รับจ้างจึงได้สลายลง

Selected Film Festivals, Exhibitions, Screenings and Events
2013 CROSS_STITCH: A trans-conceptual exhibition to present the works of young artists, 2 August – 1 September 2013, Bangkok Art and Cultural Centre (BACC), Thailand
2014







4th Art Factory Project, Alternative Space Loop, Seoul, Korea
Chapter 3, State of Being, curated by Korakrit Arunanondchai,
XXX Gallery, Hong Kong
WILDTYPE MASTERCLASS 001 : FUCK ALLIGATOR A retrospective screening and talk with Chulayarnnon Siriphol, 27 September 2014, The Reading Room, Bangkok, Thailand
SCINTILLATION OR DISAPPEARANCE 29 October 2014 – 31 January 2015, National Museum of Modern and Contemporary Art, Seoul, Korea
5th Kuala Lumpur Experimental Film and Video Festival (KLEX), Malaysia
2015 Thai Film Night!, 14 March 2015, Eikyu Beppu Theater, Beppu, Japan